
บนเครื่องพิมพ์แบบสกรีน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการเช็ดหมึก แต่อยู่ที่ช่วงเวลารอให้หมึกแห้ง การที่หมึกไม่สามารถแห้งได้ทันที ทำให้มีหมึกสะสมอยู่มาก ทำให้ประสิทธิภาพการพิมพ์ลดลง และสีของหมึกก็อาจซีดจางไปด้วย ดังนั้นคำถามจริงๆ ก็คือ จะทำอย่างไรให้หมึกแห้งได้ทันที และยังคงรักษาความเร็วในการพิมพ์ไว้ได้?
คำตอบก็คือ การใช้หลอดไฟ UV ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถสร้างพลังงานแสงที่เพียงพอเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมต่อของโมเลกุลหมึกทันทีที่วัสดุผ่านหัวพิมพ์ออกมา
สิ่งที่สำคัญจริงๆ คืออะไร? เมื่อพิมพ์ชิ้นส่วนพลาสติก พลังงานแสงที่ใช้ต้องเหมาะสมกับสารกระตุ้นการแห้งของหมึกด้วย หลอดไฟประเภทไอปรอทที่มีแรงดันสูงจะสร้างพลังงานแสงที่ 365 นาโนเมตร ส่วนหลอดไฟประเภทอื่นๆ จะสร้างพลังงานแสงที่ 313 นาโนเมตร และ 405 นาโนเมตร เพื่อให้ครอบคลุมสารกระตุ้นการแห้งทั้งหมด พลังงานแสงที่สูงขึ้น ซึ่งวัดเป็น mW/cm² จะช่วยให้พื้นผิวแห้งเร็วขึ้น สำหรับการพิมพ์แบบสกรีน จำเป็นต้องมีพลังงานแสงอย่างน้อย 800 mW/cm² ที่พื้นผิววัสดุ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเกาะของหมึก ส่วนความหนาของพลังงานแสง ซึ่งวัดเป็น mJ/cm² จะช่วยให้หมึกแห้งได้ทั่วทั้งพื้นผิว และช่วยให้รูปภาพมีความคมชัดมากขึ้น นอกจากนี้ ตัวสะท้อนแสงที่มีชั้นเคลือบแบบดิโคริกจะช่วยปรับทิศทางของแสง และลดแสงอินฟราเรดที่ไม่จำเป็นออกไป ส่วนฝาครอบที่ทำจากควอตซ์ที่ปราศจากโอโซนจะช่วยให้บริเวณการพิมพ์สะอาด และปกป้องฟิล์มที่มีความเปราะบางได้
ทำไมวิธีนี้ถึงได้ผลกับเครื่องพิมพ์แบบสกรีน? การพิมพ์แบบสกรีนจะทำให้มีการวางชั้นหมึกที่หนา และสีที่ไม่โปร่งใสจะดูดซับแสง UV ได้ดี ดังนั้นหลอดไฟที่มีประสิทธิภาพสูงจะช่วยให้หมึกแห้งได้เร็วขึ้น ทำให้แผ่นวัสดุแห้งได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้ไม่มีช่วงเวลาหยุดพักในการพิมพ์ ส่งผลให้รูปภาพมีความคมชัดมากขึ้น และสามารถวางแผ่นวัสดุซ้อนกันได้ทันที นอกจากนี้ การใช้พลังงานก็จะลดลง เนื่องจากเวลาที่ใช้ในการพิมพ์ลดลง และอายุการใช้งานของหลอดไฟก็จะยาวนานขึ้น เนื่องจากระบบสามารถทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ
รายละเอียดที่ไม่สามารถมองข้ามได้ การเลือกหลอดไฟให้เหมาะสมกับเครื่องพิมพ์ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเลือกได้ตามใจชอบ โครงสร้างของเครื่องพิมพ์ ตัวหลอดไฟ และการไหลเวียนของอากาศล้วนมีผลต่อการทำงานของหลอดไฟด้วย ควรตรวจสอบรูปร่างของตัวสะท้อนแสง ชนิดของตัวเชื่อมต่อ และความต้องการในการระบายความร้อนให้เหมาะสมกับเครื่องพิมพ์ของคุณ พลังงานแสงที่ออกมาจากหลอดไฟจะลดลงตามอายุการใช้งาน ดังนั้นควรตรวจสอบค่าพลังงานแสงทุกๆ 1,000 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้พลังงานแสงลดลงมากเกินไป นอกจากนี้ การใช้แรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานเพื่อประหยัดพลังงาน ก็จะช่วยให้อายุการใช้งานของหลอดไฟยาวนานขึ้น แต่ก็จะทำให้พลังงานแสงลดลงด้วย นี่คือสิ่งที่คุณต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ ไม่ใช่การคาดเดาเพียงอย่างเดียว