
ในกระบวนการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ระยะเวลาในการแห้งของผงเคลือบมีความสำคัญมาก หากระยะเวลาการแห้งนานเกินไปหรือไม่สม่ำเสมอ ก็จะทำให้เกิดชิ้นงานที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ต้องมีการแก้ไขชิ้นงานใหม่ และทำให้เครื่องจักรไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากใช้แสงอินฟราเรดเพียงอย่างเดียว ก็จะต้องคอยปรับแต่งค่าอุณหภูมิอย่างต่อเนื่อง ส่วนการใช้แสง UV เพียงอย่างเดียวกับฟิล์มที่มีความหนาและมีสีสัน ก็จะทำให้เกิดปัญหามากมาย วิธีแก้ไขที่ดีคือการใช้วิธีผสมผสาน โดยใช้แสงอินฟราเรดเพื่ออุ่นผงเคลือบก่อน จากนั้นจึงใช้แสง UV ความเข้มสูงเพื่อทำให้ผงเคลือบแห้งสนิท
สิ่งที่สำคัญทางเทคนิค เรากำหนดค่าของหลอด UV ให้ตรงกับช่วงเวลาที่ใช้ในการผลิตจริง โดยค่าแสงที่ได้จะอยู่ที่ 365 นาโนเมตร ซึ่งเป็นความยาวคลื่นที่สารเร่งปฏิกิริยาในผงเคลือบสามารถดูดซับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการเชื่อมต่อของโมเลกุล โดยไม่ทำให้วัสดุร้อนเกินไป ค่าความเข้มของแสงที่จุดศูนย์กลางอยู่ที่ 12 วัตต์/ตารางเซนติเมตร ซึ่งจะทำให้ได้พลังงานรวมประมาณ 800–1200 ไมโครจูล/ตารางเซนติเมตร พลังงานดังกล่าวมาจากหลอดก๊าซปรอทที่มีฉนวนสะท้อนแสง ซึ่งช่วยให้พลังงานมุ่งเน้นไปยังจุดที่ต้องการ และช่วยป้องกันไม่ให้ความร้อนส่งผลกระทบต่อพลาสติกและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความไวต่อความร้อน อายุการใช้งานของหลอดอยู่ที่ 2,000 ชั่วโมง โดยมีการลดลงของพลังงานน้อยกว่า 10% นอกจากนี้ ระบบนี้ยังไม่ก่อให้เกิดโอโซน เนื่องจากมีการใช้ฉนวนควอตซ์และระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ
เหตุผลที่วิธีนี้ได้ผลในโลกแห่งความเป็นจริง แสงอินฟราเรดช่วยให้ผงเคลือบมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้พื้นผิวเรียบและเริ่มมีการเกิดเจล จากนั้นแสง UV ก็จะช่วยให้ผงเคลือบแห้งสนิทภายในเวลาไม่กี่วินาที โดยไม่ทำให้วัสดุร้อนเกินไป ดังนั้นจึงช่วยให้เวลาในการอบสั้นลง ประหยัดพลังงาน และทำให้พื้นผิวมีความเงางามและความแข็งแรงเท่ากันไม่ว่าจะเป็นวัสดุเหล็ก อลูมิเนียม หรือวัสดุผสมต่างๆ นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณชิ้นงานที่ไม่ผ่านมาตรฐาน และทำให้สีของชิ้นงานคงที่จากชุดหนึ่งไปยังอีกชุดหนึ่ง เนื่องจากค่าพลังงานที่ใช้มีความสม่ำเสมอ
รายละเอียดที่ทำให้วิธีนี้ได้ผล การผสมผสานระหว่างแสงอินฟราเรดกับแสง UV ต้องอาศัยตรรกะการควบคุมที่เหมาะสมและการตรวจสอบจากเซ็นเซอร์ โดยบริเวณที่ใช้แสงอินฟราเรดจะต้องทำให้วัสดุมีอุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนที่หลอด UV จะทำงาน มิฉะนั้นก็จะทำให้ผงเคลือบแห้งไม่สมบูรณ์หรือพื้นผิวร้อนเกินไป นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดตั้งที่เข้มงวด โดยระยะห่างระหว่างหลอดกับวัสดุต้องอยู่ในช่วง 10 มิลลิเมตร เพื่อให้ได้ค่าพลังงานตามที่กำหนด ควรมีการตรวจสอบหลอดและฉนวนสะท้อนแสงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ